บทที่ 4 คำสัญญาของพี่มินทร์

สายตาของเตมินทร์เลื่อนลงไปที่ขาของเธออีกครั้ง คราวนี้เขาสังเกตเห็นรอยถลอกตรงหัวเข่าที่โผล่พ้นชายกระโปรงออกมา คิ้วของเด็กชายขมวดเข้าหากัน

“ชาล้มหรอ เจ็บมาเลยใช่ไหม” เตมินทร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง แต่กลับยิ่งทำให้น้ำตาของเธอไหลออกมามากกว่าเดิมเสียอีก

เด็กหนุ่มยวัยสิบสามที่เคยรับมือกับเรื่องต่างๆ ได้ดี กลับไม่รู้เลยว่าควรทำอย่างไรเมื่อเด็กหญิงตรงหน้าร้องไห้ ทั้งที่ผ่านมาตั้งแต่ยังเล็กจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังทำอะไรไม่ถูกทุกครั้งที่เห็นน้ำตาของทิชา

“พี่ขอโทษ ชาอย่าร้องไห้เลยนะ”

“อึก อื้อออ ชาเจ็บ แล้วก็อายมากด้วย ตรงนั้นคนอยู่เยอะมากเลย”

เตมินทร์มองเธอร้องไห้ไปสะอึกสะอื้นไปอยู่พักหนึ่ง ความรู้สึกผิดที่ค้างอยู่ในอกจู่ ๆ ก็เบาลงไปนิดหนึ่งเมื่อได้ยินคำว่า ‘อาย’ ปนอยู่ในนั้นด้วย นี่มันก็ยังเป็นทิชาคนเดิมที่เขารู้จัก

เขาอดยิ้มไม่ได้ ก่อนจะถามกลับไปเบาๆ

“งั้นที่ร้องไห้อยู่ตอนนี้ ชาเจ็บหรืออายกันแน่ที่ตัวเองล้ม”

“อื้อออ อายมากกว่า วันนี้ต้องมีคนล้อชาแน่ๆ เลยพี่มินทร์ ชาจะทำไงดี”

“ใครกล้ามาล้อชาบอกพี่ เดี๋ยวพี่ไปจัดการให้เอง” มินทร์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำเอาทิชาถึงกับกลัวไปด้วย

“ทำไมพี่มิทนร์ต้องทำเสียงน่ากลัวด้วย พี่มินทร์ไปต่อยคนที่ล้อชาหรือไง”

“ใช่ ใครมาแกล้งชา ทำให้ชาร้องไห้ พี่ไม่ปล่อยไว้แน่”

“งั้นพี่มินทร์ก็ต่อยตัวเองก่อนเลย”

“โธ่…ชา ไม่เอาสิ ไม่นับรวมพี่”

เด็กหญิงสูดจมูก ดูเหมือนสถานการณ์จะดีขึ้น ทิชาไม่ได้ร้องไห้ต่อแล้ว การพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเขากลับทำให้ความน้อยใจที่เธอมีต่อพี่มินทร์ค่อย ๆ จางหายไป

เตมินทร์เองก็ไม่เคยคิดเลยว่าเพียงแค่การมีเพื่อนเพิ่มขึ้น จะทำให้เด็กหญิงคนหนึ่งรู้สึกเหมือนถูกทิ้งได้มากขนาดนี้ แล้วจู่ๆ เด็กหนุ่มก็หยุดเดิน แล้วย่อตัวลงให้ระดับสายตาเท่ากับเธอ

“พี่ขอโทษนะ พี่จะไม่ทำแบบนี้อีก”

“จริงเหรอ?”

“อือ” เตมินทร์พยักหน้า

“ถ้าพี่มินทร์โกหกล่ะ”

“พี่พูดจริง ต่อจากนี้เราจะไปโรงเรียนพร้อมกันทุกวันเลย หลังเลิกเรียนก็ด้วย”

ทิชาได้ยินคำสัญญานั้น เด็กหญิงหัวเราะออกมาทันที ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นหน้าไปสองสามก้าว

“งั้นโอเค ใครถึงโรงเรียนช้าคนนั้นเป็นหมา”

สิ้นเสียง ทิชาก็รีบวิ่งออกไปทันที ขาที่เมื่อครู่ยังเดินกะเผลกอยู่ กลับวิ่งได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ชาอย่าวิ่ง เดี๋ยวก็ล้มอีกหรอก” เตมินทร์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะรีบวิ่งตามไป “ชาวิ่งช้าๆหน่อย ยัยตัวแสบ”

นับตั้งแต่วันที่ทิชาร้องไห้เพราะคิดว่าเตมินทร์ไม่ต้องการเธออีกแล้วในครั้งนั้น เวลาก็ผ่านไปอีกหลายปี และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีวันไหนที่เด็กหญิงต้องเดินไปโรงเรียนเพียงลำพังอีกเลย

ไม่ว่าจะเป็นวันที่เตมินทร์จะตื่นสาย หรือวันที่ฝนตก ทุกเช้าเขาจะออกมายืนรออยู่หน้าบ้านฝั่งตรงข้ามเสมอ และทุกเย็นก็ยังเป็นเตมินทร์คนเดิมที่เดินกลับบ้านข้างเธอ

คำสัญญาที่เคยให้ไว้กับเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ในวันนั้น เขากลับรักษามันเอาไว้อย่างดีโดยไม่เคยบ่นสักคำ จากเด็กชายวัยสิบสามที่เคยคิดว่าแค่มีเพื่อนเพิ่มขึ้นก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร

วันนี้เตมินทร์เติบโตขึ้นจนกลายเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปี ใบหน้าที่เคยดูเป็นเด็กเริ่มมีความคมเข้มมากขึ้น ดวงตาตี๋รับกับคิ้วเข้ม ผิวขาวสะอาดจนแทบไม่คล้ำลงแม้จะชอบเล่นฟุตบอลในเวลาพักกลางวันอยู่บ่อยๆ

เขาขึ้นมัธยมศึกษาปีที่สาม ส่วนทิชา...ก็ขึ้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งแล้ว เด็กหญิงตัวเล็กที่เคยถักเปียสองข้างและติดกิ๊บสีสดใสไปโรงเรียนในวันนั้น ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เส้นผมยาวที่เคยถูกถักเป็นเปียสองข้าง ตอนนี้ถูกมัดรวบเป็นหางม้าสูงเรียบร้อย มีโบว์ผูกอยู่ด้านหลัง ใบหน้ากลมๆ ในวัยเด็กเริ่มมีเค้าโครงของเด็กสาวมากขึ้น

แก้มที่เคยดูนุ่มนิ่มค่อยๆ เปลี่ยนเป็นใบหน้าที่เรียวขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมใสยังคงเป็นดวงตาคู่เดิม รอยยิ้มก็ยังเป็นรอยยิ้มเดิม เธอยังคงชอบพูดมาก ยังคงชอบเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ เตมินทร์ฟังระหว่างทางกลับบ้าน และยังคงมายืนรอเขาหลังเลิกเรียนเหมือนที่เคยทำมาตั้งแต่เด็ก

เพียงแต่วันนี้...มีบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป

“น้องครับ”

เสียงของรุ่นพี่คนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

ทิชาหันกลับไปมองด้วยความสงสัย

เด็กหนุ่มรุ่นพี่สองคนยืนอยู่ไม่ไกล หนึ่งในนั้นกำลังยิ้มให้เธอ

“มารอใครเหรอ?”

“มารอพี่ชายค่ะ” ทิชาตอบตามความจริง

“พี่ชายจริง ๆ หรือแฟนครับ?”

เด็กหญิงชะงัก ก่อนรีบส่ายหน้า “ไม่ใช่ค่ะ”

คำตอบนั้นกลับทำให้คนถามยิ้มกว้างขึ้น

“งั้นพี่ขอไอจีน้องหน่อยสิ?”

“แฮะๆ…”

ทิชาหัวเราะแห้ง ๆ เธอไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีเด็กผู้ชายคนอื่นเข้ามาพูดคุยกับเธอในลักษณะนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป